Monday, May 27, 2013

ข้อดีของการทำหมันเจ้าเหมียว


        คือการตัดเอารังไข่และมดลูกออกในเพศเมีย  และการเอาอัณฑะออกในเพศผู้  ซึ่งจะทำให้สัตว์ไม่มีฮอร์โมนเพศและหยุดพฤติกรรมเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ได้ ถาวร  สัตว์จะไม่สามารถมีลูกได้อีกเป็นการช่วยลดประชากรสุนัขและแมวไม่ให้มากล้น เมืองสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเป็นหนุ่มสาว  คือก่อนที่จะเข้าช่วงวัยสืบพันธุ์  (หรือคือก่อนจะมีประจำเดือนในตัวเมีย)
ข้อดีของการทำหมันในแมวเพศผู้

        1. ลดโอกาสการที่แมวตัวผู้จะออกไปเที่ยวนอกบ้าน  โดยเฉพาะการที่แมวตัวผู้จะออกไปเพื่อติดตัวเมียแล้วกัดกันแย่งตัวเมีย 
            ซึ่งอาจทำให้เกิดแผล  ฝีหนอง  หรือติดโรคไวรัสต่างๆได้  เช่นโรคเอดส์แมวเป็นต้น
        2. อาจช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในบางตัว
ข้อดีของการทำหมันในแมวเพศเมีย
        1. ขจัดปัญหาการเป็นโรคมดลูกอักเสบ
        2. ลดโอกาสการเป็นโรคเนื้องอกเต้านม
        3. ลดโอกาสการเกิดความก้าวร้าวกัดกันจากพฤติกรรมการผสมพันธุ์
        4. ลดประชากรแมวที่มากเกินไป  เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ได้ปีละหลายๆครั้ง  และมีลูกได้ครอกละหลายตัวด้วย
ข้อแนะนำเพิ่มเติม

                ควรต้องมีการตรวจร่างกายและตรวจเลือดก่อน  เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงในการวางยาและการผ่าตัด  สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหลังการทำหมันสุนัขจะมี  activity  ลดลงเนื่องจากไม่มีฮอร์โมนเพศ  จึงควรจัดให้สุนัขได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพียงพอ  และควบคุมอาหารให้เหมาะสม  เพื่อลดโอกาสที่จะอ้วนตามมาได้
บทความโดย : สพ.ญ.ศลาวลี สุดทรวง ประจำโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ( ลาดพร้าว )
ที่มา : โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
ภาพประกอบ : อินเตอรืเน็ต
Continue lendo

โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมว

โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างในแมว
อะไรคือ สาเหตุ ของโรคระบบทางเดิน ปัสสาวะส่วนล่างของน้องแมว คะ

โรคระบบทางเดิน ปัสสาวะส่วนล่าง ในแมว มักไม่ได้เกิดมาจาก สาเหตุเดียว

ดังนั้น จึงควรทำการวินิจฉัย โดยสัตวแพทย์ ให้ทราบถึงสาเหตุอย่างแท้จริง ของการเกิดโรค ก็คือ

มาจาก..อาหาร

อาจจะเกิดจาก ระดับแร่ธาตุบางชนิด ที่สูงเกินไปในอาหาร ที่น้องแมวกิน และจะเพิ่มต่อความเสี่ยงต่อ การเกิดผลึกนิ่วในปัสสาวะ

เช่น แร่ธาตุตระกูล แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น

เป็นส่วนประกอบสำคัญ ในนิ่วสตรูไวท์ ซึ่งเป็นนิ่วชนิด ที่พบได้บ่อยที่สุด

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ การควบคุมระดับของแร่ธาตุ เหล่านี้ ในอาหารแมว ให้มีระดับต่ำ


อาหารที่น้องแมว กินเข้าไปในท้อง แต่ละวัน มีหลายยี่ห้อ และแต่ละส่วนผสมก็แตกต่างกัน

สามารถทำให้ เกิดความเป็นกรดในปัสสาวะ นิ่ว ในชนิดสตรูไวท์ มักจะก่อตัว ในปัสสาวะที่มีสภาวะเป็นด่าง

และนิ่วชนิดอื่นๆ เช่น แคลเซียมออกซาเลต มักจะก่อตัว ในปัสสาวะที่เป็นกรด

ดังนั้น การให้อาหาร ทำให้ปัสสาวะ มีความเป็นกรด ด่าง ที่เหมาะสม จะช่วยป้องกันการเกิดนิ่วได้


ต้องดูแล สภาพแวดล้อมในบ้านด้วย

การขาดการออกกำลังกาย การถูกกักขัง บริเวณสถานที่ ก่อให้เกิดการเครียด

การกินน้ำน้อย หรือแม้แต่ ถาดปัสสาวะไม่สะอาดพอ หรือสกปรก หมักหมม ก็อาจส่งผล ก่อให้เกิดการก่อตัวของนิ่วได้


ในกรณีที่ ชามน้ำ มีขนาดเล็กจนเกินไป มีน้ำไม่เต็ม หรืออยู่ใกล้ กับบริเวณที่มีเสียงดัง

หรือถาดปัสสาวะ จะทำให้แมว กินน้ำน้อยลง

ถาดปัสสาวะที่สกปรก การใช้ถาดปัสสาวะ ร่วมกันกับแมวตัวอื่น หรือตั้งอยู่ ในพื้นที่ พลุกพล่าน จะทำให้แมว มีการปัสสาวะน้อยลง


ดูแลสภาพร่างกาย ของน้องแมวด้วย

แมวที่มีน้ำหนักเกิน หรือ เป็นโรคอ้วน จะมีความเสี่ยง ต่อการเกิด โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง

Continue lendo

วิธีจัดการถ้าบ้านมีแมวหลายตัว


cat bowl
มีใครชอบแมวบ้างงง? :bye: ที่บ้านใครเลี้ยงแมวหลายตัวบ้างคะ ?
มีน้องแมวหลายตัวก็ต้องมีวิธีจัดการ ทั้งเวลาให้อาหาร เวลานอน เวลาเล่น
ไม่งั้นคงหัวปั่นอยู่เหมือนกัน ตามไปดู >>>
ลองทำตามวิธีข้างล่างดูค่ะ น่าสนใจนะ
kitty lunch
ทั้งหมดดดด…จั๊ดแถว เวลากินต้องมีระเบียบ!   :confident:
cat sleep
เวลานอน ต้องแบ่งปัน   :beauty:
(สามารถเสริมความสูงได้ แต่วัสดุทำจากพลาสติก อาจไม่แข็งแรงเป็นอันตรายต่อแมวได้ค่ะ)
cat sleep2
ขอแนะนำคอนโดแสตนเลส แข็งแรงทนทานกว่า มั่นใจได้  :misdoubt:
cat sleep3
หากแมวของท่านกลัวความสูง แนะนำให้หาคอนโดแนวนอน จัดเก็บได้มากพอกัน
cat play
และเมื่อถึงเวลาเล่น ก็ต้องมีความเสมอภาคนะจ๊ะ ทุกตัวลงถัง!  
ลองปรับใช้กันตามอัธยาศัยค่าาา เมี้ยววววว… :embarrassed:
ขอบคุณภาพจาก pinterest
Continue lendo

โรคโลหิตจางจากการติดเชื้อในแมว

โรคโลหิตจางจากการติดเชื้อในแมว






โรคโลหิตจางจากการติดเชื้อในแมว (FELINE INFECTIOUS ANEMIA) (Cat Magazine)

เรื่อง : น.สพ.พัฒนา ร้อนชินกร

            โรคโลหิตจางจากการติดเชื้อในแมวโรคนี้อาจเรียกว่า Feline Hemotropic Mycoplasmosis หรือ Infection by Hemobartonella felis หรือ Infection by mycoplasma haemofelis เชื้อนี้จะอาศัยอาศัยอยู่ในร่างกายของแมวและใช้กลไกของร่างกายแมวในการเพิ่ม จำนวนเชื้อ พยาธิชนิดนี้เป็นเชื้อที่สูงกว่าแบคทีเรีย และชอบเกาะติดกับเม็ดเลือดแดงของแมวล่องลอยไปตามกระแสเลือดจนกว่าภูมิต้าน ทานของร่างกาย แมวจะพบและทำลายเม็ดเลือดแดงเพื่อกำจัดเชื้อ

Hemobartonella felis (มีชื่อใหม่ว่า Mycoplasma haemofelis)

            เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางในแมวเดิมมีชื่อว่า Hemobartonella felis เชื้อเป็นตระกูล bacterium แต่เป็นกลุ่มพิเศษของแบคทีเรียที่เรียกว่า Mycoplasma ซึ่งแตกต่างจากแบคทีเรียอื่นเนื่องจากไม่มีผนังเซลล์ (cell wall) ที่จะปกป้องสิ่งที่อยู่ภายในเซลล์ของมันอย่างแบคทีเรียตัวอื่น จึงไม่สามารถเพาะเชื้อบนจานเพาะเชื้อได้ เนื่องจากต้องอาศัยเซลล์ที่มีชีวิตในการดำรงอยู่

            Hemobartonella felis พบครั้งแรกในแอฟริกาเมื่อ ค.ศ. 1942 แต่ไม่ทราบว่าเป็นตระกูล mycoplasma จนกระทั่งทราบการเรียงตัวของยืนเมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป็น Mycoplasma haemofelis และคงเห็นชื่อใหม่นี้แทนชื่อเก่าการเรียงตัวของยืนของเชื้อสามารถแบ่งได้ เป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเชื้อมีขนาดเล็กกว่าเรียกว่า Candidatus M haemominutum เชื้อที่เล็กกว่าก่อให้เกิดโรคในแมวมากกว่าโดยเฉพาะในรายที่ติดเชื้อ feline leukemia virus

            ชื่อโรค feline infectious anemia ความจริงไม่ตรงกับโรคนัก เนื่องจากมีโรคอื่นที่สามารถทำลายเม็ดเลือดแดงได้ก่อให้เกิดอาการโลหิตจาง จึงเปลี่ยนชื่อโรคใหม่ว่า Feline Hemotropic Mycoplasmosis ซึ่งเหมายถึงการติดเชื้อ Mycoplasma ในเลือดของแมว


แมวที่ติดเชื้อเกิดอาการอย่างไร

            แมวที่ติดเชื้อภูมิต้านทานจะทำงานหนักเพื่อจับกับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ติด เชื้อ เม็ดเลือดแดงที่ภูมิต้านทานไปจับจะถูกขับออกจากร่างกายโดยทางม้าม เชื้อจะถูกทำลาย แต่ธาตุเหล็กจะถูกนำกลับมาใช้สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ เมื่อเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากๆ แมวจะเกิดภาวะโลหิตจาง

            แมวที่ติดเชื้อจะมีเหงือกซีด (บางตัวอาจพบอาการดีซ่าน) และอ่อนเพลีย แมวที่โลหิตจางบ่อยครั้งทีเดียวพบว่าจะกินฝุ่น และทราบสำหรับให้ขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเพื่อเสริมธาตุเหล็กส่วนมากมีไข้ การตรวจนับเม็ดเลือดจะพบว่าเม็ดเลือดแดงลดลง และไขกระดูกมีการสร้างเม็ดเลือดออกมามากโดยปล่อยเม็ดเลือดแดงที่ยังไม่ สมบูรณ์ออกมาด้วย เนื่องจากร่างกายรู้ว่ากำลังขาดเม็ดเลือด จึงเร่งสร้างออกมาทดแทน ในรายที่ติดเชื้อ feline leukemia ร่วมด้วยจะยิ่งทำให้อาการโลหิตจางรุนแรงขึ้น เนื่องจากเชื้อไวรัสจะไปกดไขกระดูกทำให้สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อย

            เมื่อแมวติดเชื้อใหม่ ๆ จะกินเวลาประมาณ 1 เดือน ที่จำนวนเชื้อจะเพิ่มปริมาณจนทำให้แมวแสดงอาการป่วยได้ อัตราการตายจะสูงที่สุดในช่วงระยะเวลา 1 เดือนหลังแสดงอาการ ถ้าแมวสามารถฟื้นตัวได้จะเป็นตัวแพร่โรค และถ้าเกิดความเครียดจะกระตุ้นให้เชื้อมีการเพิ่มจำนวนและแสดงอาการป่วยได้


การวินิจฉัยโรค

            เนื่องจากไม่มีผนังเซลล์จึงไม่สามารถเพาะเชื้อบนจานเพาะเชื้ออย่างแบคทีเรีย อื่น ๆ ได้ จึงต้องเพาะโดยวิธีพิเศษ และมักเก็บตัวอย่างมาเพาะเชื้อจากปัสสาวะ ส่วนมากแล้วมักตรวจหาเชื้อจากเลือดโดยตรงจะพบเชื้ออยู่ในเม็ดเลือดแดงดังรูป ที่แสดงข้างบน โอกาสที่จะพบเชื้อมีค่อนข้างน้อยเนื่องจากเชื้อจะอยู่ในกระแสเลือดเพียงไม่ กี่ชั่วโมง ทำให้ปริมาณเชื้อที่ตรวจได้อาจต่างกัน 90-1% ถ้าตรวจห่างกันเพียง 3 ชั่วโมง จึงมีโอกาสตรวจไม่พบเชื้อได้ค่อนข้างสูงแม้ว่าแมวจะแสดงอาการของโรคก็ตาม ในปัจจุบันการตรวจด้วยวิธี PCR technology สามารถทำให้พบเชื้อได้ง่ายขึ้นแม้แต่ในแมวที่เป็นพาหะของโรคที่มีเชื้อแฝง อยู่




แมวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค

            แมวที่ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้านมีโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อสูง เนื่องจากมีโอกาสติดหมัดมากกว่าแมวที่อยู่ในบ้านแมวตัวผู้อายุน้อยกว่า 4-6 ปี ติดเชื้อได้ง่ายที่สุดเพราะมีการต่อสู้กัน และมักมีประวัติฉีดวัคซีนไม่ครบ การติดเชื้อ feline leukemia virus เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากภูมิต้านทานลดและมีภาวะโลหิตจางทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ ง่ายกว่า และแมวมักแสดงอาการป่วยหนักกว่าแมวปกตินอกจากนี้ กรณีที่ติดเชื้อร่วมเช่นนี้ยังทำให้โอกาสเป็นมะเร็งของไขกระดูกสูงขึ้น แมวที่เป็น feline immunodeficiency virus ไม่ทำให้อาการของโรค hemotropic mycoplasma infection รุนแรงขึ้น

            แมลงดูดเลือด เช่น หมัด, เหา, เห็บ, และยุง สามารถแพร่กระจายโรคได้ จึงควรป้องกันและกำจัดแมลงเหล่านี้ การให้เลือดแมวอาจเป็นสาเหตุของการติดโรคได้ เนื่องจากในสัตว์มักไม่มีการตรวจหาโรคเหล่านี้ก่อนการให้เลือด


การรักษา

            ค่อนข้างง่ายเนื่องจากมียาหลายชนิดที่ใช้ในการรักษา แต่ท่านเจ้าของต้องให้ยาตามที่สัตวแพทย์สั่ง อย่างน้อย 3 สัปดาห์ จึงจะสามารถควบคุมอาการของโรคได้
การให้ยาฆ่าเชื้อเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ การรักษา กล่าวคือ ต้องมีการยับยั้งการทำลายเม็ดเลือดแดง โดยต้องให้ยากดภูมิ ซึ่งยาที่นิยมที่สุดเป็นยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาจะทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายน้อยลง ส่วนมากแล้วแมวมักตอบสนองกับการรักษาได้ดี แมวที่เป็นพาหะส่วนมากจะไม่รักษา เนื่องจากเชื้อมีปริมาณน้อยและยามักเข้าไม่ถึงเชื้อ


สุนัขสามารถเป็นโรคนี้ได้หรือไม่

            เดิมทีในสุนัขมีเชื้อที่เรียกว่า Hemobartonella canis ตอนนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น Mycoplasma haemocanis ซึ่งมักไม่ก่อปัญหาให้กับสุนัข ยกเว้นในรายที่ถูกตัดม้ามออก ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดเม็ดเลือดแดงที่ติดเชื้ออกไปได้ (ม้ามเป็นอวัยวะสำคัญที่คอยกำจัดเม็ดเลือดที่เสีย) ถ้าดูจากการเรียงตัวของยืนแล้วเชื่อว่าเชื้อของแมวน่าจะอาศัยอยู่ในสุนัขได้ แต่ความจริงที่พบก็คือว่า เลือดของสุนัขที่เป็นโรคไม่สามารถติดต่อถึงแมวได้ ในขณะเดียวกันเลือดของแมวที่เป็นโรคก็ไม่สามารถทำให้สุนัขติดโรคได้เช่นกัน
Continue lendo

โรคของแมว

โรคของแมว
ความผิดปกติที่พบบ่อยในแมว     1. อาเจียน  การ อาเจียนในแมวอาจพบได้เป็นปกติในกรณีที่แมว รู้สึกไม่สบายตัว แล้วจึงไปกินหญ้าเพื่อให้อาเจียนออกมา แต่ถ้านอกจากนี้ หรือพบว่าแมวอาเจียนบ่อยมาก นั่นหมายถึงว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแน่นอน การอาเจียนนั้นจะต้องเกิดหลังจากกินอาหารเข้าไปอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ถ้าเกิดเร็วกว่านั้นมักจะเรียกว่าการสำรอก ซึ่งจะมีสาเหตต่างกัน
สาเหตุ ของการอาเจียน :แบ่งได้ 3 สาเหตุใหญ่ๆคือ การติดชื้อภายในร่างกาย ความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร และความผิดปกติในระบบการทำงานของร่างกายนอกเหนือจากทางเดินอาหาร
          สำหรับการวินิจฉัย : จำเป็นจะต้อง ใช้การตรวจเลือด การเอ็กซเรย์ หรืออาจจะต้องใช้กล่องตรวจภายใน ดังนั้นท่านเจ้าของไม่ควรนิ่งนอนใจเมื่อแมวของท่านเกิดอาเจียนขึ้นมา
     2. ท้องเสีย  อาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลวสามารถพบได้บ่อยในแมว สามารถแบ่งลักษณะการท้องเสียตามอาการและความรุนแรง ได้ 3 ประเภทใหญ่คือ
          - ถ่ายเหลวเป็นน้ำ สาเหตุมักเกิดจาก อาหาร การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ป่วยด้วยโรคอื่นๆ
          - ถ่ายเหลวเป็นเมือก มักเกิดจาก พยาธิ และปาราสิตบางชนิด
          - ถ่ายเหลวเป็นเลือด มักเกิดจากมีบาดแผลในลำไส้ พยาธิ ปาราสิตบางชนิด ไวรัส หรือแบคทีเรียบางชนิด สำหรับความรุนแรงของโรคนั้นมีตั้งแต่ป่วยเล็กน้อย จนถึงตาย ดังนั้นเมื่อมีอาการท้องเสียควรนำแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษา ที่ถูกต้อง
     3. น้ำลายไหล  เมื่อแมวมีอาการน้ำลายไหลออกมามากเกินไป อาจจะมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น แพ้ยาหรือสารเคมีบางอย่าง ติดเชื้อไวรัสบางชนิด กินยาเบื่อหนู ความรุนแรงอาจจะถึงตายได้ดังนั้นควรนำไปพบหมอเพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาโดย ด่วน
     4. ไอ  แมวที่มีอาการไอ มักจะมีปัญหาที่หลอดลม หรือปอด อาจจะเกิดจากสาเหตุของการติดเชื้อ ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด การวินิจฉัยที่ได้ผลมักจะต้องเอ็กซเรย์ หรือต้องใช้กล้องตรวจภายในส่องดู บางทีอาจจะต้องเช็คเลือดด้วย
     5. จาม  บางตรั้งแมวที่มีสุขภาพแข็งแรงดีก็อาจจะจามได้ เมื่อรู้สึกระคายเคืองที่จมูก แต่ถ้าการจามนั้นบ่อย หรือร่วมกับการมีน้ำมูก นั่นแสดงว่าป่วยซะแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากแบคทีเรีย หรือไวรัส ต้องพาไปตรวจก่อนจะสายเกินไป ไม่งั้นอาจจะลุกลามจนทำให้เป็นปอดบวมได้
     6. ท้องผูก  แมวพันธุ์ขนยาวมักจะมีปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ เพราะมักจะเลียกินเศษขน เข้าไปจนไปอุดตันในลำไส้ นอกจากนี้แมวที่มีปัญหาเรื่องเชิงกรานแคบก็จะมีปัญหาเรื่องท้องผูกอยู่ เหมือนกัน การวินิจฉัย: จะใช้การคลำร่วมกับ การถ่ายภาพเอกซเรย์
          การป้องกัน : จะต้องให้แมวกินอาหารที่มีกากเยอะๆจะได้ช่วยในการขับถ่ายได้ง่าย นอกจากนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์ สำหรับป้องกันการท้องผูกขายอยู่ด้วย
     7. ฉี่ไม่ออก   อาการฉี่ไม่ออก มักพบได้บ่อยในแมวตัวผู้มากกว่าตัวเมีย เพราะตัวผู้มักจะมีเศษไขมันที่เกิดในทางเดินปัสสาวะไปอุดตันที่ปลายท่อทำให้ ฉี่ไม่ออก เมื่อคลี่ปลายท่อปัสสาวะก็จะสามารถพบเศษไขมันนั่นได้ เจ้าของสามารถดึงเอาออกได้ เองแต่ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาหมอ
          สำหรับสาเหตุอื่นๆ : อาจจะเกิดจากความผิดปกติของไต นิ่ว เป็นต้น
          การวินิจฉัย: มักจะใช้การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ และการเอ็กซเรย์ ไม่ควรปล่อยให้แมวอั้นฉี่ไว้นานเพราะจะมีผลต่อการทำงานของไต และระบบอื่นๆในร่างกายได้ ควรรีบนำแมวไปให้หมอตรวจหากพบว่าแมวพยายามฉี่ แต่ฉี่ไม่ออกอยู่หลายครั้ง
     8. ฉี่เป็นเลือด   อาการฉี่เป็นเลือด เป็นอาการที่ไม่ค่อยดีนัก สาเหตุมักจะเกิดจากนิ่ว การติดเชื้อ เป็นต้น ไม่ควรนิ่งนอนใจควรพาแมวไปพบหมอโดยด่วน เพราะอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


โรคพยาธิหนอนหัวใจ
โรคพยาธิหนอนหัวใจในแมวคืออะไร     โรคพยาธิหนอนหัวใจในแมวมีความรุนแรงและสามารถทำให้แมวป่วยตายได้ โรคนี้เกิดจากพยาธิ Dirofilaria immitis ซึ่งเป็นพยาธิชนิดเดียวกันกับพยาธิที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพยาธิหนอนหัวใจ ในสุนัข แต่จากรายงานการวิจัยเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่า พยาธิชนิดนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงและทำให้แมวตายอย่างปัจจุบันทัน ด่วนได้

แมวเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจได้อย่างไร     แมวสามารถเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจได้ด้วยวิธีเดียวกับที่สุนัขเป็น ยุงคือพาหะของโรคพยาธิหนอนหัวใจ ด้วยการกัดกินเลือดจากสุนัขที่ป่วยด้วยโรคนี้ หลังจากนั้นจึงแพร่เชื้อ (ตัวอ่อนระยะติดต่อ)ไปยังสุนัข หรือแมวอีกตัวหนึ่ง เมื่อยุงไปกัดกินเลือด

แมวที่อยู่อย่างไร ที่ไหนจึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจ     ที่ใดก็ตามที่สุนัขมีความเสี่ยงต่อการติดโรค เช่น อยู่ในบริเวณที่มีการระบาดของโรค หรือมีสุนัขที่ป่วยด้วยโรคพยาธิหนอนหัวใจอยู่ร่วมด้วยโดยไม่ได้รับการรักษา ทำให้เป็นตัวกักโรค สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อให้กับสุนัขและแมวตัวอื่นๆ ได้ แมวที่อยู่ภายในบ้านก็สามารถติดโรคนี้ได้เช่นกัน ในต่างประเทศพบว่าแมวกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ร่วมกับสุนัข หรืออยู่ในบริเวณที่มีสุนัขป่วยด้วยโรคนี้มีความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้ได้ สำหรับในประเทศไทยการรายงานพบโรคพยาธิหนอนหัวใจยังมีน้อย แต่สุนัขที่ป่วยด้วยโรคพยาธิหนอนหัวใจมีมาก
อาการของโรคพยาธิหนอนหัวใจในแมวเป็นอย่างไร
     อาการของแมวที่พบว่าเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจที่สามารถพบได้บ่อยได้แก่ :
          - ไอ
          - หายใจลำบาก
          - อาเจียน
          - เงื่องหงอย ซึม
          - น้ำหนักตัวลดลง

     อาการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ :
          - หมดสติ
          - ชัก
          - ตายอย่างกระทันหัน (sudden death)

     อาการเหล่านี้อาจจะพบได้ในแมวที่ป่วยด้วยโรคอื่นๆ เหมือนกัน ที่ดีควรนำแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

โรคพยาธิหนอนหัวใจในแมวรักษาได้อย่างไร     ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้สำหรับการรักษาโรคพยาธิหนอนหัวใจในแมว

มีวิธีการป้องกันการเป็นโรคพยาธิหนอนหัวใจในแมวได้อย่างไร     การป้องกันเป็นวิธีการที่ดีทีสุด ควรปรึกษาสัตวแพทย์ การติดต่อพยาธิหนอนหัวใจในแมว

    


โรคไข้หัดแมว 
     โรคนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าโรคลำไส้อักเสบติดเชื้อไวรัสในแมว เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปและเกิดในแมวทุกอายุ แมวทุกตัวควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ เนื่องจากไม่สามารถระวังให้แมวไม่สัมผัสกับเชื้อโรคนี้ได้ โดยเชื้อนี้จะมีผลกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย ทำให้เกิดอาการไข้ เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย แสดงสภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย ตัวสั่นและเดินไม่ตรง แมวอาจตายภายใน 1 สัปดาห์ ลูกแมวที่เป็นโรคนี้ 3 ใน 4 ตัวจะตาย แมวที่มีอายุเมื่อเป็นโรคนี้จะมีอัตราการตาย 50% ดังนั้นควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ในลูกแมวอายุ6-12สัปดาห์ และฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี ลูกแมวที่อายุน้อยกว่า 12 สัปดาห์ ควรฉีดวัคซีนนี้ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 2-3สัปดาห์


การควบคุมดูแลแมวที่มีอายุมากเกี่ยวกับอาการของโรคต่างๆ      ถ้าแมวที่มีอายุมีท่าทางว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเกี่ยวกับหน้าที่ ของระบบต่างๆในร่างกายมากขึ้น อาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากการมีอายุมากขึ้น หรืออาจจะเกิดจากการมีโรคเกิดขึ้นก็ได้ ซึ่งเหล่านี้จะช่วยเตือนให้รู้ว่าเป็นโรคได้แต่เนิ่นๆ ขบวนการ
          1. การควบคุมการกินอาหาร ว่าจะให้กินเมื่อใด กินอาหารประเภทไหน มีการกินหรือการกลืนลำบากหรือเปล่า และอาเจียนหรือไม่
          2. การควบคุมการกินน้ำ โดยดูว่ามีการกินน้ำมากกว่าหรือน้อยกว่าปกติหรือไม่
          3. การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระโดยดูที่ สี ปริมาณ ความเข้มข้น ความถี่ในการขับถ่าย หรือดูว่ามีอาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะหรืออุจจาระหรือไม่ หรือดูว่ามีการขับถ่ายเรี่ยราดหรือไม่
          4. ชั่งน้ำหนักทุกๆ 2 เดือน
          5. มีการตรวจและตัดเล็บ ตรวจดูแผลตามตัว รวมถึงกลิ่นที่ผิดปกต การขยายใหญ่ของช่องท้องและดูว่ามีอาการขนร่วงหรือไม่
          6. การควบคุมด้านพฤติกรรม ดูการนอน การแสดงออกต่อผู้คนรอบข้างมีอาการตกใจง่ายหรือไม่ และลักษณะท่าทางการนอนผิดปกติหรือไม่
          7. การควบคุมด้านท่าทางและการเคลื่อนไหว เช่นมีการชักหรือไม่ การสูญเสียการทรงตัว หรือเจ็บขา
          8. ดูความผิดปกติของการหายใจ หรือดูว่ามีการไอ มีการหอบหายใจ การจามหรือไม่
          9. ดูแลสุขภาพฟัน แปรงฟันให้แมวอย่างสม่ำเสมอ ดูว่ามีสิ่งผิดปกติในปากหรือไม่ ดูปริมาณน้ำลาย และดูลักษณะสีของเหงือกว่าเป็นสีเหลือง ชมพูหรือม่วง
          10. ควบคุมอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมว่าแมวของคุณมีความสุขสบายหรือไม่
          11. พาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์ของคุณเป็นประจำ

ลักษณะอาการที่พบบ่อยและโรคที่เกี่ยวข้อง
     1. การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม โรคที่เกี่ยวข้อง คือ ความเจ็บปวดจากข้ออักเสบหรือสภาวะอื่นๆ การสูญเสียการมองเห็นและการได้ยิน โรคตับ โรคไต โรค Hepatic lipidosis
     2. การอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย โรคที่เกี่ยวข้อง คือ การทำงานผิดปกติของ Mitral valve โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง โรคอ้อน โรคมะเร็ง
     3. การเปลี่ยนแปลงในด้านความกระตือรือร้นของร่างกาย โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรค Hyperthyroidism โรคข้ออักเสบ ความเจ็บปวดต่างๆ ความอ้วน โลหิตจาง ความผิดปกติของ Mitral valve และโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคมะเร็ง
     4. น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น โรคที่เกี่ยวข้อง คือ ความอ้วน
     5. น้ำหนักลด โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคมะเร็ง โรคไต โรคตับ โรคของระบบทางเดินอาหาร การกินอาหารลดลง Hyperthyroidism Hepatic lipidosis โรคฟัน ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ Mitral valve โรคหัวใจ การอักเสบของลำไส้
     6. การไอ โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคหอบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็ง
     7. การดื่มมากและปัสสาวะบ่อย โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต Hyperthyroidism
     8. การอาเจียน โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคไต โรคตับและโรคของระบบทางเดินอาหาร
     9. อาการท้องเสีย โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคของระบบทางเดินอาหาร การอักเสบของลำไส้ โรคไต โรคตับ และอาจเกิดจากการเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป
     10. การชัก โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคลมชัก ( Epilepsy ) โรคมะเร็ง โรคตับ โรคไต
     11. อาการลมหายใจเหม็นผิดปกติ โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคฟัน โรคมะเร็งในช่องปาก โรคไต
     12. อาการขาเจ็บ โรคที่เกี่ยวข้อง คือ การลุกลำบาก การเดินผิดปกติ ข้ออักเสบ ความอ้วน เบาหวาน
     13. การกลั้นปัสสาวะไม่ได้หรือการถ่ายเรี่ยราด โรคที่เกี่ยวข้อง คือ การเป็นเนื่องจากข้ออักเสบ การอักเสบของลำไส้ Bladder stones โรคมะเร็ง
     14. อาการบวมและการกระแทก โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ
     15. การเปลี่ยนความอยากของอาหาร โรคที่เกี่ยวข้อง คือ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคตับ โรคไต ความเครียดและความเจ็บปวดต่างๆ อาจเกิดจากฤทธิ์ของยา โรคปากและฟัน Hyperthyroidism และ Hepatic lipidosis


สาเหตุของการเกาและเลียในแมว      บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโรคอันเป็นสาเหตุของการเกาและเลียในแมว อาการแพ้นั้นมีอยู่หลายโรค ที่เป็นสาเหตุให้แมวของคุณเกา เลีย ดึงขน หรือผิวหนังแดง เหล่านี้ได้แก่ โรคขี้เรื้อน โรคมะเร็ง ปัญหาเกี่ยวกับพฤติกรรมและการติดเชื้อ พร้อมด้วยการวินิจฉัยโรคและการรักษาได้ถูก สรุปไว้ดังแสดงในตารางด้านล่างต่อไปนี้



Continue lendo

Sunday, January 27, 2013

ไม่ยาก ถ้าอยากให้เจ้าเหมียวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง

แมว


เชื่อ ว่าหลายๆ บ้านคงจะเจอปัญหานี้ เมื่อเวลาที่มีสมาชิกเจ้าเหมียวตัวน้อยเพิ่มขึ้นมา ปัญหาที่ว่าก็คือ เจ้าแมวน้อยไม่ยอมถ่ายในที่ๆ เตรียมไว้ให้ SmartHeart Smart Pet ฉบับนี้เรามีทางออกดีๆ มาแนะนำครับ แต่ก่อนอื่นเรามารู้กันก่อนดีกว่าว่าธรรมชาติการขับถ่ายของเจ้าเหมียวเป็น อย่างไร

ตามธรรมชาติแล้วเมื่อลูกแมวอายุ 2-3 อาทิตย์ ก็จะเริ่มมีกระบวนการขับถ่ายครั้งแรก ซึ่งผู้ที่จะคอยดูแลและสอนวิธีทำความสะอาดให้กับเจ้าตัวเล็กเหล่านี้ก็ไม่ ใช่ใครอื่น นั่นก็คือ เจ้าเหมียวตัวแม่นั่นเองครับ หลังจากที่ลูกๆ กินนมอิ่มแล้ว แม่แมวจะเลียบริเวณปากทวารหนัก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เจ้าเหมียวน้อยขับถ่ายออกมา

ในช่วงนี้นี่เอง ที่เราควรจะต้องเตรียมถาดทรายตื้นๆ ไว้ให้เจ้าตัวน้อย แต่ถ้าหากเจ้าตัวน้อยเกิดกลั้นไม่อยู่ ทำเอาพื้นห้องเปรอะเปื้อน อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย แล้วลงโทษด้วยความรุนแรงนะครับ แต่สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ทำความสะอาดให้หมดกลิ่น ไม่เช่นนั้นเจ้าตัวน้อยจะย้อนกลับมาถ่ายที่เดิม เพราะว่าจำกลิ่นของตัวเองได้นั่นเอง

หรือบ้านไหนเลี้ยงแมวไว้ในกรง ไม่ยากเลยครับ ถ้าเจ้าเหมียวจะบอกกับคุณว่าเขาต้องการขับถ่าย อาการคุ้ยพื้น ตะกุยกรง ก็คือการร้องขอออกไปขับถ่าย แต่ถ้าหากคุณไม่ใส่ใจและไม่ปล่อยเขาออกมา เจ้าเหมียวก็จะอั้นของเสียเอาไว้ แล้วผลที่จะตามมาในภายภาคหน้าก็คือ อาการท้องผูกทำให้กระเพาะปัสสาวะยืด และเป็นอันตรายต่อเจ้าเหมียวมากๆ เลยนะครับ

ปัญหาสำคัญอีกอย่างก็คือ เจ้าเหมียวไม่ยอมขับถ่ายในถาดที่เคยใช้อยู่ประจำ และวิธีการแก้ปัญหาง่ายๆ ก็คือเปลี่ยนทรายในถาดใหม่ ขยายกระบะให้ใหญ่ขึ้น หรือ คุณอาจจะสอนให้เจ้าเหมียวออกไปขับถ่ายนอกบ้าน แต่ต้องเตรียมทางเข้าออกให้ง่าย โดยใช้บานประตูเปิด-ปิดสำหรับแมวโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทนในช่วงแรกๆ เพราะเจ้าเหมียวอาจจะกลัวการถูกบานประตูหนีบขณะผ่านเข้า-ออก ซึ่งคุณก็สามารถช่วยเจ้าเหมียวได้ด้วยการช่วยจับบานประตูให้เจ้าเหมียวเข้า ออกได้สะดวกก่อน และพยายามให้เจ้าเหมียวคุ้นชินกับเส้นทางนี้ แล้วค่อยๆ ลดความช่วยเหลือลง จนในที่สุดเจ้าเหมียวก็จะคุ้นเคยและสามารถใช้อุ้งเท้าผลักบานประตูเปิดออก เองได้

เห็นไหมครับ ง่ายๆ แค่นี้เอง และต่อไปนี้คุณก็ไม่ต้องมีเรื่องกังวลใจเกี่ยวกับการขับถ่ายของเจ้าเหมียวน้อยอีกแล้วล่ะครับ
Continue lendo

Saturday, November 24, 2012

โรคของแมวและวัคซีน

โรคของแมวและวัคซีน

โรคของแมวและวัคซีน
สวัสดีครับผมผู้ใหญ่บ้าน ได้ทำการรวบรวมบทความดีๆ ที่ทางสมาชิกได้พบเจอ และแนะนำ บทความเข้ามาในบอร์ดของเรา จึงได้ขอรวบรวม สิ่งดีๆเหล่านี้ ไว้ ณ ที่นี้ครับ ไว้สำหรับผู้เลี้ยงแมว และต้องขอขอบคุณ ทางเจ้าของบทความด้วยนะครับ หากท่านใดสนใจ ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปอ่านต่อที่ ลิ้งค์เข้าของบทความด้านล่างได้เลยครับ
cat
:: โรคของแมวที่ต้องฉีดวัคซีน ::

แมวแหมียว เป็นสัตว์ที่รักอิสระ มีนิสัยชอบท่องเที่ยว ซึ่งวิถีชีวิตแบบนี้ อาจนำเจ้าเหมียวให้ไปสัมผัสกับสัตว์อื่นๆ ทำให้มีโอกาสติดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีโรคต่างๆ หลายชนิดที่เมื่อแมวเป็นแล้วมักจะถึงแก่เสียชีวิต ได้แก่โรคมะเร็งเม็ดเลือด ( Feline Leukemia) โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อ (Feline Infectious Peritonitis)และโรคพิษสุนัขบ้า ( Rabies ) โรคไข้หัดแมว ( Feline Distemper ) โรคระบบทางเดินหายใจในแมว (Feline Respiratory Disease ) ส่วนโรคอื่นๆก็อาจเป็นอันตรายกับลูกแมว หรือทำให้แมวโตเต็มวัยมีสุขภาพถดถอยได้

ยังนับว่าเป็นโชคดีที่มีวัคซีนเพื่อป้องกันโรคสำคัญๆในแมว วัคซีนจะช่วยปกป้องแมว จากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ



การป้อง กันจะเป็นหลักประกันว่า ท่าได้ให้คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับแมว ของท่านและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การรักษาเมื่อแมวเป็นโรคนั้น การฉีดวัคซีนให้แมวเป็นวิธีที่ดีที่สุด และราคาถูกที่สุดในการป้องกันโรคต่างๆถ้าท่านเลี้ยงแมวโดยไม่รัการฉีดวัคซีน ตาม โปรแกรม แมวของท่านอาจล้มป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โปรดปรึกษาสัตวแพทย์ ถึงการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดต่อในแมว

cat

:: โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อในแมว (Feline Infection Peritonitis) ::


เกิดจาก เชื้อไวรัส ถึงแม้ความเสี่ยงของการติดโรคนี้จะต่ำ แต่แมวที่เป็นโรคนี้จะเสียชีวิตเสมอภายใน 6 เดือนหลังจากเกิดโรค แมวจะมีช่องท้องขยายใหญ่ เนื่องจากมีของเหลวสะสมอยู่ มีไข้ น้ำหนักลด และตาเจ็บ

:: โรคระบบทางเดินหายใจในแมว (Feline Respiratory Disease ) ::

โรคระบบทาง เดินหายใจมักจะแพร่กระจายจากแมวตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่งได้ง่าย โดยละอองที่ฟุ้งกระจายเมื่อแมวไอ หรือ จาม ลูกแมวที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นปอดอักเสบ แมวที่ป่วยมักมีน้ำมูก น้ำตาไหล จมูกและปากมีแผล ตาอักเสบ มีไข้ โรคนี้มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Feline rhinotracheitis และ Feline calicivirus ในกรณีของ Rhinotracheitis จะมีความรุนแรงกว่าและอาจทำให้แมวที่ตั้งท้องเกิดการแท้งได้ แมวควรไดรับการฉีดวัคซีน ซึ่งจะป้องกันโรคจากไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ได้

cats

:: ควรฉีดวัคซีนชนิดใดให้กับแมว ::


มี วัคซีนป้องกันโรคให้แมวอยู่หลายชนิด ซึ่งโปรแกรมการทำวัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตัว สัตว์ มีปัจจัยบางอย่างที่สัตวแพทย์ใช้พิจารณา ก่อนที่จะเริ่มทำวัคซีนให้กับแมว

สุขภาพ โดยรวม สัตว์ที่มีสภาวะขาดอาหาร หรือป่วย หรือกำลังให้ยาบางอย่างอยู่ อาจไม่ตอบสนองต่อการทำวัคซีน ดังนั้นจึงต้องตรวจสุขภาพก่อนทำวัคซีน

ความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค วัคซีนป้องกันโรคบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องฉีด ถ้าความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้มีน้อย

อายุแมววัคซีนส่วนใหญ่ประสิทธิภาพดี เมื่อให้กับลูกแมวที่หย่านมแล้ว เนื่องจากภูมิคุ้มกันจากแม่อาจไปลบล้างการทำงานของวัคซีนได้

สัตว์ ที่มีพยาธิ ( เช่นพยาธิลำไส้หรือหมัด ) หรือมีการติดเชื้อ อาจไม่ตอบสนองความต่อการทำวัคซีนได้ สัตวแพทย์จะเป็นผู้แนะนำโปรแกรมวัคซีนที่เหมาะสมและช่วยให้แมวของท่านมี สุขภาพดี ขึ้น

j6ij4

:: การตัดสินใจทำวัคซีน ::


นอกจากโรคไข้หัดแมว และโรคระบบทางเดินหายใจ ที่มีอัตราการป่วยและตายค่อนข้างสูง โรคติดเชื้ออื่น ๆ ในแมวที่ได้รับการฉีดวัคซีนจะมีอัตราต่ำ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า < 1 % โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบชนิดติดเชื้อ น้อยกว่า 1 % และโรคมะเร็งของเม็ดเลือด น้อยกว่า 3% แต่โรคเหล่านี้ในแมวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างรวมถึงสถานะของแมวที่ท่าน เลี้ยง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงขึ้น สัตวแพทย์สามารถแนะนำและให้คำปรึกษากับท่านได้

ข้อมูลดีๆจาก : http://www.catandkittenstory.com
Continue lendo

โรคไข้หัดแมว ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

หลังเกิดกรณีแมวจำนวนหลายร้อยตัวได้เสียชีวิตติดต่อกันในพื้นที่ของ จังหวัดอ่างทอง ทำให้มีประชาชนนำแมวไปปล่อยตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะวัด เกิดปัญหาสัตว์จรจัดเพิ่มมากขึ้น และหากแมวเหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลหรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ไว้ก่อน ก็อาจจะเป็นพาหะหรือนำไปสู่การติดต่อของโรค จนถึงขั้นป่วยและเสียชีวิตให้กับแมวในพื้นที่อื่นๆ ได้ต่อไป

ชมรมนิยมแมวแห่งประเทศไทย
จึงขอให้ประชาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใกล้ชิดกับแมวทั่วไป อย่าได้ตื่นตระหนกตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้นจนถึงขั้นรังเกียจแมว แต่ขอให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำและคำชี้แจงจากสัตวแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องอย่างเข้าใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่แมวจะเป็นไข้หวัดหรือเป็นไข้หัดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้เลี้ยงแมวไม่ได้นำแมวเหล่านั้นไปฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน โอกาสที่แมวจะเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด พยาธิ พิษสุนัขบ้า ภาวะการติดเชื้อจากร่างกายอ่อนแอ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคหัดซึ่งถือเป็นโรคติดต่อง่ายที่สุด เพียงแค่สัมผัสจากลมหายใจ ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แต่สามารถป้องกันได้ โดยภายหลังจากการเล่นกับแมวหรือสัตว์เลี้ยงชนิดใดก็ตามให้ทำความสะอาดส่วน ที่เราได้สัมผัสกับสัตว์เหล่านั้นทุกครั้ง

สัตว์เลี้ยง, โรคไข้หัดแมว, แมว

สำหรับ วิธีการเลี้ยงแมวอย่างถูกต้องเหมาะสมนั้น ผู้ที่เลี้ยงแมวควรพาแมวไปตรวจสุขาพที่โรงพยาบาลสัตว์หรือคลินิกสัตว์ใกล้ บ้าน โดยสัตวแพทย์จะแนะนำให้พาแมวไปฉีดวัคซีนตามอายุต่างๆ ได้แก่

แมว อายุ 1 เดือน
สามารถให้สัตว์แพทย์ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิได้แล้ว
แมว อายุ 2 เดือน
ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดแมว และโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งวัคซีนลิวคีเมียเพื่อป้องกันมะเร็งในเม็ดเลือดขาว
แมว อายุ 3 เดือน
ฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าครั้งที่ 1
และ อายุ 6 เดือน ฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้าครั้งที่ 2

หลัง จากนั้นปีละครั้ง ต้องฉีดวัคซีนไข้หัดแมว วัคซีนป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ วัคซีนลิวคีเมีย และโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งนี้สัตวแพทย์จะนัดหมายหรือวางโปรแกรมให้กับแมว ตามความเหมาะสมของสุขภาพแมวแตละตัวด้วย


นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงแมวต้องคำนึงถึงสุขอนามัยของคนกับแมวที่อาศัยอยู่ร่วมกัน เช่น ถ้าเป็นไปได้ก็ควรทำความสะอาดแมวด้วยการอาบน้ำ เช็ดหูแมว และควรมีกะบะใส่ทรายแมวไว้ เพื่อให้แมวขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง จะสะดวกต่อการเก็บ และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ หากผู้ใดไม่ต้องการเลี้ยงแมวมากก็ควรจะนำไปทำหมัน และดูแลแมวเท่าที่มีอยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ซึ่งเท่าที่ชมรมฯ พบแมวที่มีอายุมากที่สุดในขณะนี้คือประมาณ 21 ปี หากแมวป่วยก็ควรกักพื้นที่ดูอาการ แยกรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไม่ใช่นำแมวไปทิ้งนอกบ้าน กลายเป็นภาระของผู้อื่นและเป็นปัญหาสังคมต่อไป

ถ้า มีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์บริการเพื่อผู้บริโภค เพอร์เฟค คอมพาเนียน เพ็ท แคร์ 0-2800-9090 หรือชมรมผู้นิยมแมวแห่งประเทศไทย โทร. 0-2811-0211-4
Continue lendo

แนะนำวิธีการดูแลแมวเด็ก




แนะนำวิธีการดูแลแมวเด็ก
(cat magazine)


            Krung Siam Cattery เป็นฟาร์มแมวที่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางสมาคม CFA โดยทางฟาร์มจะมีแมวอยู่สองสายพันธุ์คือ เปอร์เซีย จะเป็นเพ็ดดิกรี CFA ทั้งหมด และ สก็อตติช โฟลด์ จะมีทั้งเพ็ดดิกรี CFA และเพ็ดดิกรี SCFC (สมาคมของไทย) ซึ่งลักษณะนิสัยของสองสายพันธุ์นี้ค่อนข้างจะแตกต่างกันโดยสั้นเชิง แต่สามารถฝึกลูกแมวตั้งแต่วัยเด็กได้ค่ะ วันนี้ Krung Siam Cattery จะมาแนะนำวิธีการดูแลลูกแมวเด็กสำหรับ 2 สายพันธุ์นี้นะคะ





 Breed tips สำหรับลูกแมวเปอร์เซีย

            แมวเปอร์เซียจะเป็นแมวที่เรียบร้อย ขี้อ้อน ช่างประจบ ติดเจ้าของ รักสะอาด ชอบแต่งตัว ชอบหวีขน เราสามารถฝึกลูกแมวให้ชินกับการอาบน้ำ หวีขนได้ตั้งแต่วัยเด็กค่ะ

            สำหรับลูกแมวเปอร์เซีย สามารถหัดให้เขาชินกับการอาบน้ำได้ตั้งแต่อายุ 1 เดือนค่ะ ควรหัดจับเขาหงายท้อง ให้เขาชินกับการแปรงขนบริเวณท้องได้ตั้งแต่วัยเด็กเช่นกันค่ะ

            ควรเช็ดทำความสะอาดหน้าทุกวัน เพื่อเป็นการฝึกลูกแมวให้ชินกับการเช็ดหน้า หากลูกแมวตัวไหนที่มีน้ำตาเยอะสามารถใช้แป้งขจัดคราบน้ำตา ทาทุกครั้งหลังการเช็ดทำความสะอาดหน้าได้เช่นกันค่ะ




 Breed tips สำหรับลูกแมวสก็อตติช โฟลด์

            แมวสก็อตติช โฟลด์ จะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ช่างสงสัย เล่นซน ไม่ค่อยขอบให้อุ้มเท่าไร ชอบเล่นซนเอง หากต้องการให้เขาติดเจ้าของควรฝึกตั้งแต่เล็กๆ โดยการอุ้มและสัมผัสเขาบ่อยๆ พูดคุยเวลาอุ้มให้เขาคุ้นเสียง จะทำให้แมวนิ่งขึ้นแล้วยอมให้อุ้มมากขึ้นพร้อมกับสร้างความคุ้นเคยโดยการใช้ ของเล่นแมวเป็นตัวเชื่อมาระหว่างเจ้าของกับแมว และอย่าลืมว่าแมวเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบการบังคับ ฝึกวันละนิดวันละหน่อยก็พอค่ะ

            ลูกแมวสก็อตติช โฟลด์ จะเป็นแมวที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง เพราะไม่ต้องดูแลอะไรมากมายค่ะ อาบน้ำ 10 วันครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ก็เพียงพอ แต่ต้องเช็ดหู ตัดเล็บ ทุกสัปดาห์นะคะ

            ที่ สำคัญ ลูกแมวทั้งสองสายพันธุ์นี้ควรเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดนะคะ โดยวางอาหารเม็ดแลนน้ำสะอาดไว้ให้เขาตลอดเวลา สำหรับอาหารเม็ดควรให้แค่พอประมาณ วันต่อวัน ไม่ควรเทเยอะแล้วปล่อยให้ค้างทิ้งไว้ค่ะ

            สำหรับน้ำดื่ม ถ้าแมวกินน้ำจากขวดได้ ก็ควรจะเปลี่ยนน้ำและล้างทำความสะอาดขวดน้ำทุก 3 วันค่ะ สำหรับแมวที่ไม่ยอมกินน้ำจากขวดการให้น้ำกินจากถ้วย ควรเปลี่ยนน้ำวันละ 2 รอบ คือเข้ากับค่ำนะคะ




 การฝึกการอาบน้ำลูกแมว

            ควรอาบด้วยน้ำอุ่น ๆ โดยใช้มือลูบน้ำอุ่นไปตามตัวก่อนที่จะใช้ฝักบัวจ่อตรงไปที่แมว ควรระวังการทำน้ำเข้าจมูกหรือใบหน้าแมว วิธีที่ดีกว่าคือให้อาบน้ำตั้งแต่บริเวณหลังใบหูและต้นคอลงไปค่ะ ส่วนบริเวณหน้าผาก และใบหน้า ใช้ฟองน้ำ (แบบแป้งตลับทาหน้าของคน) ซุบน้ำหมาดๆ เช็ดเอานะคะ จากนั้นให้ใช้ไดร์อุ่นๆ เป่าจนแห้งสนิททั้งตัว ถ้าลูกแมวมีอาการตื่นกลัวเสียงไดร์ สามารถเอาสำลีอุดหูไว้ได้ค่ะ
           
            ก่อนอาบน้ำทุกครั้ง ให้ฝึกการเช็ดหู ตัดเล็บลูกแมวให้คุ้นชินนะคะ ทำทุกครั้งก่อนอาบน้ำ สำหรับลูกแมวเด็ก อาบน้ำ 10 วันต่อครั้งก็ได้ค่ะ แต่หากลูกแมวเป็นเชื้อราควรอาบน้ำทุก 5 วัน ด้วยแชมพูสำหรับรักษาเชื้อรา
 การใช้อาหารเสริมสำหรับลูกแมว

            เริ่มให้ได้ตั้งแต่ลูกแมวมีอายุ 1 เดือนขึ้นไปค่ะ โดยใช้อาหารเม็ดสำหรับลูกแมว แช่น้ำต้มสุก แล้วปั่นจนเหมือนโจ๊ก หรือจะใช้อาหารสำหรับลูกแมวที่เป็นถาดสำเร็จรูป ผสมน้ำอุ่นนิดหน่อยเพื่อที่จะใช้ไซริงก์ดูดขึ้นค่ะ (จะมีของยี่ห้อโรยัล คานิน) โดยใช้ไซริงก์ขนาด 3 CC ป้อนในระยะแรก วันละ 2-3 มื้อเพื่อฝึกการกินอาหารและการย่อยอาหารก่อนค่ะ ในสัปดาห์แรกของการให้อาหารควรให้ครั้งละ 3 CC ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจนกว่าลูกแมวจะอิ่มค่ะ หลังจากเราเริ่มหัดให้เขากินอาหารเหลวแล้ว ควรใส่อาหารเม็ดสำหรับลูกแมวไว้ให้เขาหัดทานด้วยค่ะ ถ้าเราสังเกตว่าลูกแมวเริ่มกินอาหารเม็ดเองได้ ก็ลดปริมาณมื้อที่เราป้อนให้ลงได้ค่ะ
 การฝึกให้ลูกแมวกินน้ำจากขวด

            จะใช้วิธีการติดขวดน้ำจุกเล็ก ๆ สำหรับลูกแมวในตำแหน่งที่เขาสา มารถนั่งกินได้ไว้ใกล้ๆ กันบริเวณขวดน้ำของแม่แมว (หลายครั้งที่เห็นลูกแมวกินน้ำตามแม่แมวค่ะ) แต่ถ้ากรณีดูแล้วปริมาณน้ำไม่ลดเลย ให้เอาปากลูกแมวไปจ่อที่ขวดน้ำได้เลยค่ะ ให้เขารู้ว่ามีน้ำกินจากตรงนี้ จะเป็นการค่อยๆ ฝึกลูกแมวให้เริ่มกินน้ำเองค่ะ
 การฝึกลูกแมวเข้ากระบะทราย

            เริ่มจากการนำกระบะทรายเตี้ย ๆ ที่ลูกแมวสามารถปีนเข้าได้ วางไว้ให้หลังจากลูกแมวเริ่มเดินได้แข็งแรง ตำแหน่งการวางกระบะทรายก็ควรวางไว้ ใกล้กระบะทรายของแม่แมวนะคะ เขาจะเริ่มเข้าตามแม่แมวเองโดยธรรมชิตค่ะ การเข้ากระบะทรายฝึกไม่ยากค่ะ
 การหวีขนลูกแมว

            สำหรับเปอร์เซีย ควรหวีทุก 3 วันครั้ง เพื่อป้องกันการขนพันกันค่ะ แต่สำหรับก็อตติช โฟลด์ ใช้หวีสลิกเกอร์หรือหวีขนหมูหวีทุกสัปดาห์ เพื่อกำจัดเส้นขนที่ตายแล้วออกจากตัวลูกแมวค่ะ
นอกจากนี้ การดูแลเรื่องวัคซีนและถ่ายพยาธิ ลูกแมวควรได้รับการถ่ายพยาธิตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป แล้วถ่ายซ้ำรอบที่สองเมื่อลูกแมวมีอายุ 2 เดือน พร้อมกับการทำวัคซีนเข็มแรกด้วยค่ะ หลังจากนั้นควรทำวัคซีนตามที่แพทย์กำหนดเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกแมวค่ะ
Continue lendo

10 วิธีดูแลลูกแมวตัวน้อย

การดูแลแมว

การรับแมวเหมียวตัวน้อยมาอยู่ในบ้านนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การดูแลให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงนั้นยากกว่าเป็นหลายเท่า จึงขอรวบรวม 10 วิธีการดูแลลูกแมวตัวน้อยมานำเสนอ เรื่องยากๆจะได้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรักแมวทุกคน


1. ให้อาหารที่ถูกต้อง
Feed Him Right

อาหาร คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าเหมียว (และสัตว์อื่นๆ) ฉะนั้นการเลือกสรรอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยและความต้องการ พิเศษของสายพันธุ์คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม เพื่อพัฒนาการทางร่างกายจะได้เจริญเติบโตอย่างราบรื่นไม่มีติดขัด
ปัจจุบัน นี้ท้องตลาดมีอาหารสำเร็จรูปนับไม่ถ้วนรอให้คุณหยิบไปให้เจ้าเหมียวตัวน้อย ที่บ้าน คำแนะนำง่ายๆของเราก็คืออ่านฉลากข้างถุงให้เป็น ดูซิว่าอาหารดังกล่าวนั้นเหมาะสำหรับช่วงวัยใด สายพันธุ์ไหน ส่วนเรื่องรสชาตนั้นเจ้าเหมียวต้องเป็นฝ่ายตัดสิน
ทั้งนี้หากบ้านของคุณ มีเจ้าตูบอยู่ด้วย เราขอเตือนไว้เลยว่าอาหารของสุนัขไม่เหมาะสำหรับแมว หมั่นคอยสังเกตด้วยล่ะว่าเจ้าเหมียวเข้าไปมั่วกินอาหารหรือเปล่า ถ้าใช่ล่ะก็เก็บอาหารให้มิดชิด เพื่อชีวิตอันสดใสของแมวน้อย ...อย่าลืมล่ะ
2. หาสัตวแพทย์
Find a Veterinarian

แมวเด็กย่อม ต้องการการดูแลจากสัตวแพทย์มากกว่าแมวโต ทั้งนี้ก็เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำ เสมอ การมองหาสัตวแพทย์ประจำตัวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ต้องรอให้มีปัญหาสุขภาพก่อนค่อยพาไปคลินิกอีกต่อไป
ปัจจัยที่คุณควร ใช้ในการคัดเลือกสัตวแพทย์ประจำตัวนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเอง บางท่านอาจไม่หวั่นหากต้องเดินทางไกลเพื่อพบสัตวแพทย์ที่ศึกษาด้านแมวเหมียว มาโดยเฉพาะ บางท่านก็อาจเน้นที่ความสะดวกสบายใกล้บ้านเป็นหลัก ฯลฯ คำแนะนำของเราก็คือเลือกให้ตรงใจที่สุดเท่านั้นก็พอ

3. ขนสวย = สุขภาพดี
Groom for Health

จริงอยู่ ว่าน้องเหมียวเป็นสัตว์รักสะอาด พวกเขาสามารถเลียขนเพื่อทำความสะอาดตัวเองได้ตั้งแต่ยังละอ่อน แต่คุณเองก็สามารถช่วยเหลือเขาในการทำความสะอาดตัวเองได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน หมั่นช่วยเขาหวีขนบ่อยๆเพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วง นอกจากจะช่วยเพิ่มสุขอนามัยให้เขาแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอีกทางหนึ่งอีกต่างหาก

4. ป้ายชื่อเพื่อความปลอดภัย
Tag for Safety

ว่า กันว่าแมวเหมียวนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าน้องหมา พวกเขาสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นวันๆได้โดยกลับมาเฉพาะตอนหิวข้าว ในเมื่อไลฟ์สไตล์ของเขาอยู่ไม่ติดบ้าน อะไรล่ะที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเหมียวของคุณจะปลอดภัยเมื่ออยู่ภายนอก
คำ แนะนำของเราก็คือปลอกคอและป้ายชื่อค่ะ ใส่ให้เจ้าเหมียวของคุณตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อที่ว่าเวลาออกไปนอกบ้านคนอื่นจะได้รับรู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้นควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจนลงไปในป้ายชื่อด้วยว่าเจ้าของคือ ใคร เบอร์ติดต่ออะไร เผื่อฉุกเฉินจะได้ตามได้
นอกเหนือการคล้องป้ายและ ปลอกคอแล้ว วิธีการเพิ่มความปลอดภัยอีกอย่างก็คือพาเขาไปแนะนำตัวกับเพื่อนบ้านที่ไว้ใจ ได้ เพื่อให้เขาเป็นหูเป็นตาเวลาเจ้าเหมียวของคุณออกไปป่วนนอกบ้าน จะได้ช่วยกันจับไว้ไม่ให้ไปไกลบ้านเกินไป

5. สั่งสอนตามสมควร
Teach your Kitten well

การ เลี้ยงแมวเหมียวสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก การฝึกพวกเขาให้เป็นแมวที่ดีนั้นยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมตามธรรมชาติของเขานั้นเป็นระเบียบอยู่แล้ว ขอแค่เวลาในการเอาใจใส่อย่างจริงจังจากคุณเท่านั้นก็เพียงพอ
โดยการฝึก ที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตแมวบ้านก็คือการใช้กระบะทรายในการขับถ่าย หมั่นฝึกฝนตั้งแต่ยังเยาว์เพื่อสร้างการจดจำและนำไปสู่พฤติกรรมอันเป็นนิสัย เคล็ดลับที่เราอยากแนะนำก็คือหามุมเหมาะในการปลดทุกข์ ซื้อกระบะและทรายแมวจากร้านขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงมาเตรียมไว้ ขั้นตอนต่อไปก็คือหมั่นจับเขาไปนั่งในกระบะเมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังจะทำ ธุระ ทำซ้ำๆจนให้เขาก้าวเข้ากระบะไปทำธุระด้วยตนเอง เพียงเท่านี้บ้านคุณก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อยได้อย่างง่ายๆ

6. แมวต้องฝนเล็บ
Gotta Scratch

คุณอยากให้ เฟอร์นิเจอร์เป็นรอยอันเนื่องมาจากพฤติกรรมฝนเล็บตามบรรพบุรุษของแมวเหมียว หรือเปล่า ถ้าคำตอบของคุณคือไม่ล่ะก็ หาซื้ออุปกรณ์ฝนเล็บมาให้เขาอย่างด่วน เพื่อที่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของคุณจะปลอดภัยจากการขูดขีดด้วยกงเล็บ
การ เลือกซื้อที่ฝนเล็บสักชิ้นนั้นไม่มีอะไรยาก คุณสมบัติและประโยชน์ในการใช้สอยแปรผันตามขนาดและราคา บางชิ้นคุณสามารถนำไปตั้งเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งได้เลยในบ้าน เจ้าเหมียวก็สามารถนอนได้ฝนเล็บได้ ครบคุณสมบัติในชิ้นเดียว หรือบางชิ้นก็อาจเป็นแค่ที่ฝนเล็บอย่างเดียวเท่านั้น คุณจะเลือกอะไรก็ตามแต่ความสบายใจได้เลย

7. อย่าลืมการออกกำลังกาย
Exercise, exercise

การ ออกกำลังกายสำคัญสำหรับทุกสิ่งมีชีวิต แมวเหมียวเองก็เช่นกัน หากเขาได้ยืดเส้นยืดสายอย่างเพียงพอ โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ถามหา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน การขับถ่ายบกพร่อง ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยส่งเสริมความเป็นมิตรให้เขาร่าเริงสดใสตลอดเวลาอีก ต่างหาก
ในเมื่อการออกกำลังกายนั้นมีผลดีมากมายขนาดนี้ คุณสมควรต้องส่งเสริมให้ถึงที่สุด จัดหาพื้นที่ในการออกกำลังกายให้เขา ซื้อหาของเล่นมาเตรียมพร้อม เพียงเท่านี้อาณาจักรสุขภาพของเหมียวก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆภายในบ้านของคุณเอง

8. เตรียมตัวเผื่อฉุกเฉิน
Prep for Emergencies

เพราะ เราไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าเหตุฉุกเฉินจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การเตรียมการไว้ก่อนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรละเลย อย่าลืมติดต่อสอบถามสัตวแพทย์ใกล้บ้านให้เรียบร้อยว่าสามารถติดต่อได้ในกรณี ฉุกเฉินหรือไม่ หากไม่มีอย่าลืมหาคลินิกสำรองไว้ด้วย เวลาฉุกละหุกจะได้ไม่ต้องวุ่นวายอย่างไรล่ะ

9. ดูแลเขาให้ถูกต้องถูกวิธี
Treat him right

การ ป้องกันนั้นดีกว่าการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วย ฉะนั้นเมื่อรับเจ้าเหมียวตัวน้อยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด อย่าลืมพาเขาไปรับวัคซีนให้ครบตามกำหนดนัดหมาย อายุเดือนครึ่งก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สัตวแพทย์นัดเมื่อไหร่ต้องไปห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะวัคซีนแต่ละชนิดหมายความถึงการป้องกันโรคร้ายที่หากเป็นขึ้นมาล่ะก็จะ รักษาลำบาก ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หัดหวัดแมว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว ฯลฯ
นอก จากการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคแล้ว การถ่ายพยาธิคือสิ่งหนึ่งที่คุณไม่ควรละเลย อย่าลืมปรึกษาสัตวแพทย์ให้เขาจัดตารางที่เหมาะสมให้กับเจ้าเหมียวของคุณด้วย ล่ะ อ๊ะๆ...เท่านี้ยังไม่หมดนะจ๊ะ อย่าลืมเรื่องการดูแลทำความสะอาดหู ตา จมูก และส่วนต่างๆของร่างกาย เพราะความสะอาดคือสิ่งที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด

10. พิจารณาเรื่องทำหมัน
Spay or Neuter Early

ข้อ สุดท้ายที่เราอยากฝากก็คือการทำหมันแมวเหมียว หากคุณไม่อยากให้เขามีลูกมีหลานหรือเลี้ยงเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ล่ะก็ ตัดสินใจทำหมันไปเลยเมื่ออายุครบเกณฑ์ (ปัจจุบันนี้สามารถทำหมันได้ตั้งแต่อายุครบ 10 สัปดาห์) ซึ่งการทำหมันนั้นจะช่วยลดปัญหาพฤติกรรมฉี่เพื่อสร้างอาณาเขตในแมวหนุ่ม รวมทั้งช่วยให้เขาไม่ต้องออกไปเสาะหาคู่ครองนอกบ้าน อันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายได้ง่ายๆ สำหรับแมวสาวนั้นการทำหมันจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และลดพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อถึงช่วงเวลาผสมพันธุ์
อย่างไรก็ตามการตัดสินใจทำหมันหรือไม่ทำขึ้นอยู่กับคุณแต่เพียงผู้เดียวค่ะ

ทั้ง 10 ข้อ ที่เรานำเสนอไปนั้น ขอรับประกันความพอใจค่ะว่าอ่านจบ คุณสามารถเลี้ยงเจ้าเหมียวตัวน้อยของคุณให้เติบโตมาอย่างแข็งแรงสดใสแน่ นอน...ฟันธง
Continue lendo

Friday, November 23, 2012

สารอาหารหลักที่แมวต้องการ



อาหารแมว

อาหารแมว คือ อาหารที่ผลิตหรือปรุงแต่งขึ้นให้แมวกิน ถึงแม้แมวจะเป็นสัตว์กินเนื้อประเภทหนึ่ง แต่อาหารแมวที่มีขายในท้องตลาดก็มีทั้งส่วนผสมของเนื้อสัตว์และพืช เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ การให้อาหารแมวอย่างถูกวิธีคือการให้อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน และอยู่ในอัตราส่วนปริมาณที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป

สารอาหารหลักที่แมวต้องการ
โปรตีน
มีอยู่ในเนื้อสัตว์ เนื้อปลา และถั่วต่าง ๆ แมวนำประโยชน์ของโปรตีนแต่ละชนิดไปใช้ได้มากน้อยต่างกัน โปรตีนมีความสำคัญต่อแมวเกี่ยวกับการเจริญเติบโต การสร้างแอนติบอดีสำหรับป้องกันเชื้อโรค ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ต่าง ๆ ทำให้ขนงอก ตลอดจนสร้างเอนไซน์ต่าง ๆ เป็นต้น ลูกแมวที่กำลังเติบโตต้องการโปรตีนไม่น้อยกว่า 30 % ถ้าแมวได้รับอาหารที่มีโปรตีนต่ำกว่า 18 % จะเบี่ออาหาร
คาร์โบไฮเดรต
แมวต้องการคาร์โบไฮเดรตซึ่งมีอยู่ในน้ำตาล แป้งและข้าวต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังในการเจริญเติบโต การผลิตน้ำนมและ การทำงาน ความต้องการพลังงานของแมวขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแมว เช่น แมวที่เคลื่อนไหว ทำงานวิ่งเล่น ย่อมต้องการพลังงานมากกว่าแมวที่นอนอยู่เฉยๆ
ไขมัน
แมวต้องการไขมันสำหรับกำลังงานหรือแคลอรี่ประมาณ 8 % ไขมันให้กำลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต 2 เท่าและไขมันยังมีกรดไขมันซึ่งมีความสำคัญต่อโภชนาการและการเจริญตามปกติของแมว แมวขาดกรดไขมันจะทำให้ผิวหนังแห้ง และเจริญเติบโตช้า ถ้ามีไม่เพียงพอก่อให้เกิดอาการของโรคขึ้น นอกจากนี้ไขมันยังให้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโตตลอดจนการต่อสู้ต่อความเครียด ความหนาว และถ้าขาดมากเกินไปอาจจะทำให้ตายได้
วิตามิน
วิตามิน หมายถึง สารจำนวนน้อยที่สำคัญต่อชีวิต ดังนั้นการให้วิตามินมากเกินไปจึงไม่จำเป็นและมีโทษด้วยวิตามินมีอยู่หลาย ชนิด ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อาหารแต่ละอย่างจะให้วิตามินแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน เช่น
วิตามินเอ ช่วยในการต้านทานโรค มีในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา
วิตามินบี ควบคุมความสมบูรณ์ ให้กับผิวหนัง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันโรคทางประสาท มีในไข่แดง นม ตับ
วิตามินซี ช่วยบำรุงรักษาผิวหนังและขน แก้โรคลักปิดลักเปิด มีในพืชผักผลไม้
วิตามินดี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก มีในน้ำมันตับปลา วิตามินดีที่มีมากและเพียงพอจะช่วยทำให้ธาตุแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสที่ไม่ได้อัตราส่วนนั้นถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น
วิตามินอี มีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์และการผลิตน้ำนม ดังนั้นจึงควรให้วิตามินเหล่านี้แก่แมว โดยเฉพาะลูกแมว
แร่ธาตุ
มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ช่วยในการสร้างกระดูก ฟัน และเลือด ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

อาหารแต่ละอย่างก็ให้แร่ธาตุแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน แร่ธาตุที่สำคัญ คือ
แคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรง ถ้าขาดไปจะทำให้แมวเป็นโรคกระดูกอ่อนโค้งงอ
ชนิดของอาหารแมว
การเลี้ยงแมวตามบ้านส่วนใหญ่ของคนไทย ผู้เลี้ยงมักเลี้ยงแมวด้วยอาหารที่ปรุงขึ้นเองในครัว เช่น ข้าวคลุกปลาหรือไข่ต้มหรือน้ำแกงจืด ซึ่งแมวก็อยู่ได้ แต่ถ้าต้องการเลี้ยงอย่างดีเป็นพิเศษ ในบางครั้งอาจมีการเสริมอาหารประเภทเนื้อ นม เสริมให้กิน
สำหรับชนิดของอาหารแมวนั้น สามารถแบ่งออกได้ 3-4 ประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่สามารถซื้อหามาปรุงเอง อาหารสดหรืออาหารสำเร็จรูป ซึ่งอาหารเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปในแง่ของรสชาด คุณภาพ ราคาและคุณค่าของอาหาร ซึ่งผู้เลี้ยงสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

อาหารปรุงเอง
การปรุงอาหารขึ้นเองนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับการเลี้ยวแมวทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าต้องการให้อาหารถูกส่วนถูกกับความต้องการของแมวควรปรุงให้ตรงตามสูตร อีกทั้งยังต้องมีความเข้าใจถึงหลักโภชนาการมาก่อน เพราะเป็นการปรุงอาหารให้ตรงตามที่แมวต้องการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก และค่อนข้างละเอียด ผู้เลี้ยงควรคำนวณทั้งอัตราส่วนและปริมาณของสารอาหารที่เหมาะสมตรงตามความ ต้องการของแมวในแต่ละวัย นอกจากนี้อาหารที่ปรุงเองจะมีรสชาดที่ไม่แน่นอน เช่น เค็ม หรือหวาน ซึ่งอาจไม่ถูกปากแมว บางครั้งอาหารอาจจะมีไขมันมากเกินไป ถ้าใส่ข้าวมากก็จะขาดวิตามิน ถ้าใส่เนื้อมากเกินไปก็จะได้รับโปรตีนเกินความจำเป็นส่งผลทำให้ย่อย ยากกระเพาะต้องทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ต้องคำนึง
อาหารสด
เป็นอาหารผสมเสร็จ หาชื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่ว ไป ราคาจะถูกกว่าอาหารสำเร็จรูปชนิดอื่นเล็กน้อย แต่มีข้อเสียคือต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็งตลอดเวลาเพราะเป็นอาหารสดจึงเสีย ง่าย ต้องซื้อบ่อย ๆ อาหารสดผสมเสร็จนี้บางชนิดก็มีคุณค่าทางอาหารครบ แต่บางชนิดก็มีไม่ครบ และนอกจากนี้อาหารผสมเสร็จยังมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่าอาหารสำเร็จ ก่อนนำมาให้แมวต้องปรุงให้สุกเสียก่อน

อาหารสำเร็จรูป
อาหารแมวแบบแบ่งขาย
เป็นอาหารแมวที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วไป โดยทั่วไปแล้วก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนอาหารเหมือนอาหารปรุงเองหรืออาหารสด อาหารสำเร็จรูปมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบเป็นเม็ดและแบบเปียก
อาหารแบบเม็ด
อาหารแมวแบบเป็นเม็ด หรือ อาหารแห้ง จะมีลักษณะเป็นเม็ดส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ ประกอบด้วยธาตุอาหารและวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ ที่แมวต้องการอย่างเหมาะสม ส่วนประกอบของอาหารเม็ดโดยมากมาจากเนื้อสัตว์ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การบดและอบแห้ง มีคุณค่าของโปรตีนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของแมวในการนำไปใช้ สร้างความเจริญเติบโต นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของไขมันที่ช่วยสร้างพลังงานและความอบอุ่นให้แก่ ร่างกาย มีวิตามินที่ช่วยให้แมวมันมีขนยาวสวยได้ ที่พิเศษคือมีไฟเบอร์ที่ จะช่วยให้แมวท้องไม่ผูก นอกจากนี้อาหารแห้งยังมีประโยชน์ช่วยขัดฟันของแมวให้สะอาด เพราะเป็นเม็ดกรอบและการเคี้ยวอาหารแห้งก็เป็นการบริหารเหงือกให้แข็งแรงได้ อีกด้วย
การให้แมวกินอาหารเม็ด ควรหัดให้กินตั้งแต่แมวยังเล็ก ๆ หลังอย่านมใหม่ ๆ หรือประมาณ 2 เดือน โดยผสมอาหารแห้งในน้ำนม เมื่อโตได้ประมาณ 3 เดือนจึงให้กินอาหารแห้งเพียงอย่างเดียว สำหรับแมวที่ไม่เคยกินอาหารแห้งมาก่อน การเปลี่ยนมาให้กินอาหารแห้งโดยฉับพลันอาจทำให้แมวท้องเสียได้ เพราะระบบย่อยของแมวนั้นอ่อนไหวและผิดปกติได้ง่ายมาก ฉะนั้นการให้อาหารแมวจึงต้องค่อย ๆ เปลี่ยนโดยสามารถนำอาหารเม็ดมาคลุกผสมกับอาหารเดิมที่แมวเคยกินที่ละน้อย หรืออาจผสมเข้ากับน้ำ นม หรือน้ำแกง เพื่อให้อาหารเม็ดนิ่มขึ้น เมื่อแมวเริ่มชินแล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรคำนึงสำหรับการเลี้ยงแมวด้วยอาหารแบบเม็ด คือ ควรจะมีถ้วยใส่น้ำสะอาดตั้งไว้ข้างชามอาหารเพื่อให้แมวกิน เพราะว่าอาหารแห้งนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์เท่านั้น เมื่อแมวกินอาหารแห้งจะกลืนไม่ค่อยสะดวกทำให้คอแห้งหิวน้ำได้

อาหารแบบเปียก

อาหารแมวแบบเปียกหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า อาหารกระป๋อง แมวมักจะชอบอาหารชนิดนี้มากกว่าอาหารแบบเม็ด เพราะอาหารเปียกมีลักษณะใกล้เคียงกับอาหารปรุงเอง คือมีลักษณะเป็นน้ำและเนื้อนุ่ม โดยส่วนใหญ่มักประกอบไปด้วยเนื้อปลาหรืออาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู หอยผสมในเจลลี่

อาหารโปรตีนที่คนไทยนิยมนำมาใช้เลี้ยงแมว
มีดังต่อไปนี้


เนื้อปลาทู
โปรตีน
20%

เนื้อกระบือ
โปรตีน
19.6%

เนื้อโค
โปรตีน
18.8%

เนื้อหมู
โปรตีน
14.1%

เนื้อไก่
โปรตีน
18%

เนื้อเป็ด
โปรตีน
16%

เนื้อห่าน
โปรตีน
16.4%

เนื้อกุ้ง
โปรตีน
20.8%

เนื้อปู
โปรตีน
17.2%






ที่มา
: http://th.wikipedia.org


Continue lendo

Monday, September 24, 2012

อาถรรพย์ของแมว


อาถรรพย์และลางร้ายของแมว


ความเชื่อในสมัยโบราณแมวดำ คือแมวแห่งความโชคร้ายที่นำพาความทุกข์และความพินาศมายังตัวผู้เลี้ยงหรือ ผู้ที่ใกล้ชิดกับมัน ความเชื่อของแมวดำมีที่มาเป็นมาอย่างไร ไม่อาจทราบได้ ความเชื่อของความโชคร้ายของแมวดำไม่ได้มีเพียงในประเทศไทยเท่านั้น ในตำนานเรื่องเล่าของประเทศอินเดียเชื่อว่า แมวดำเป็นสัตว์ลี้ลับ เป็นสัตว์พาหนะของษัษฐี เทพแห่งความตายของทารก

อาถรรพย์ของแมว
อาถรรพย์ของแมว
ในพิธีงานศพของไทยจะถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีแมวดำ มากระโดดข้ามโลงศพ หากแมวดำกระโดดข้ามศพเมื่อไหร่จะทำให้วิญญาณร้ายเข้าร่างศพ และตามความเชื่อของชาวมลายู จะนำกรรไกรมาวางไว้บนหน้าอกของคนตาย เพื่อล้างอาถรรพย์เมื่อมีแมวดำเข้ามาใกล้ศพ
Continue lendo

ประวัติของแมว


ประวัติของแมว

ประวัติของแมว
ประวัติของแมว

แมว
มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Felis Catus นักชีววิทยาค้นพบว่า บรรพบุรุษของแมวถือกำเนิดขึ้นกว่า 50 ล้านปีมาแล้ว เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และกินเนื้อเป็นอาหาร เรียกว่า Miacis และได้วิวัฒนาการขั้นมาจนเริ่มมีลักษณะคล้ายแมวเมื่อ 10 ล้านปีก่อน มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับแมวป่าที่มีเขี้ยวขนาดใหญ่ เรียกว่า Dinistis ต้นตระกูลของแมวบ้าน

ต้นตระกูลของแมวบ้านจริงๆนั้น แยกออกมาจากตระกูลของ เสือไซบีเรียน และแมวพื้นเมืองต่างๆ ในปัจจุบันสายพันธุ์แมวถูกรวบรวมไว้ถึง 36ตระกูล 51ชนิด (รวมทั้งสิงโตและเสือต่างๆด้วย) ต่อมาถึงยุคอียิปต์โบราณ ประมาณ 4,000กว่าปีก่อน พวกชาวนาได้นำแมวป่า (แมวพื้นเมืองของอียิปต์)มาฝึกให้เชื่อง เพื่อใช้จับหนูในโรงนาและเมื่อหนูในโรงนาหมดไป ก้อทำให้ผลิตผลและพืชพันธุ์มีความเสียหายน้อยลง ประชาชนก็มีอาหารอุดมสมบูรณ์ขึ้น และไม่มีโรคภัยที่เกิดจากหนูอีกด้วยชาวอียิปต์จึงนับถือแมวเป็นสัตว์เทพเจ้า ชาวอียิปต์นับถือเทพเจ้า "Bastet"(เทวีบัสเตต) ซึ่งมีตัวเป็นคน แต่มีหัวเป็นแมว เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์ นอกจากชาวอียิปต์จะใช้แมวจับหนูในโรงนาแล้ว ยังใช้แมวจับหนูบนเรือสินค้าอีกด้วย ตรงจุดนี้ เลยเกิดความเชื่อว่า เมื่อเรือเทียบท่า แมวก็ลงจากเรือ แต่ไม่ได้กลับขึ้นเรือจึงทำให้แมวขนาดพันธุ์ไปทั่วโลก

ความเชื่อเรื่องแมวตั้งแต่ยุคเก่า

ชาวอียิปต์โบราณนั้นนับถือแมวถึงขนาดแมวในบ้านตาย ยังต้องนำไปทำมัมมี่เลย ซึ่งมัมมี่คนจะทำเฉพาะราชวงศ์และขุนนางเท่านั้น (มัมมี่แมวสามารถหาดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ)ในเมื่อแมวเป็นสัตว์ เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ จึงมีกฎ หากใครฆ่าแมว จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก พวกที่ต้องการยึดครองอาณาจักรอียิปต์โบราณ จึงใช้วิธีชั่วร้าย "อุ้มแมวไปรบ"แล้วพวกทหารอียิปต์จะสู้ได้อย่างไร แต่ถึงอียิปต์โบราณจะล่มสลายไปแล้ว ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนยังนับถือบูชาแมวเหมือนเดิม ขนาดชาวโรมันบางคนฆ่าแมวยังถูกพวกอียิปต์ลงโทษเลย

ต่อมาเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป มีความเชื่อเรื่องแม่มด และความชั่วร้ายต่างๆ ชาวยุโรปในยุคนี้กล่าวหาว่า แมวเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด (โดยเฉพาะแมวดำ) ดังนั้นใครเลี้ยงแมว จะถูกประณามว่าเป็นแม่มดร้าย ยิ่งเป็นคนแก่เลี้ยงแมวยิ่งแล้วใหญ่ พวกนี้มักจะโดนเผาทั้งเป็น ทั้งคนและแมว ดังนั้นเมื่อ
แมวน้อยลง จึงทำให้มีหนูมากขึ้น ทำให้กาฬโรคระบาดหนักในยุโรปช่วงนั้น แถบเอเชียอย่างญี่ปุ่นกับจีน เริ่มเลี้ยงแมวกันมากขึ้นจากเดิมที่เคยเลี้ยงอยู่แล้ว และที่ญี่ปุ่นก็ยังใช้แมวเป็นสัญลักษณ์นำโชคอีกด้วย จะเห็นได้จาก "แมวกวัก" ที่ใช้กันตามร้านค้า จะใช้กวักลูกค้า หรือกวักเงินก็แล้วแต่ท่าทางของแมวตัวนั้น และที่จีนก็เชื่อว่า แมวเป็นสัตว์นำโชค เพราะว่าแมวจะเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ต่อเมื่อมันพอใจที่จะอยู่เท่านั้น เมื่อมันเข้ามาอยู่แล้วเจ้าของบ้าน มักจะมีโชคลาภมา
ประวัติแมว
ประวัติแมว

การเริ่มเลี้ยงแมวในประเทศไทย

ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเลี้ยงแมวมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เลี้ยงไว้เพื่อใช้จับหนูเหมือนกับชาวอียิปต์ จนมีตำราแมวให้คุณ-ให้โทษ แมวไทยคู่แรกที่ออกจากประเทศไทยไปสู่สายตาชาวโลก ถูกนำออกไปโดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประราชทานให้กับ Mr.Owen Gould กงศุลอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2427 ซึ่งได้นำแมวคู่นี้ไปที่อังกฤษ แมวไทยคู่นี้เป็นแมววิเชียรมาศแต้มสีครั่ง และในปี พ.ศ.2428 แมวไทยคู่นี้ถูกส่งเข้าประกวดในงานแมว ณ ประเทศอังกฤษ ผลการประกวด ปรากฏว่า แมวไทยคู่นี้ชนะเลิศในการประกวด ทำให้ชาวอังกฤษนิยมเลี้ยงแมวไทยมากขึ้น และได้จัดตั้ง The Siamese Cat Clubs ขึ้นในปีพ.ศ.2443 และ The Siamese Cat Society of the British Empire ขึ้นในปี พ.ศ.2471 หลังจากที่แมวไทยคู่นี้ได้ทำเชื่อเสียง ในอังกฤษ ร.5 ทรงเห็นว่า แมวไทยเป็นสัญลักษณ์ ที่สามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของประเทศทั่วโลก จึงได้พระราชทานแมวไทย ให้กับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศทำให้แมวไทย และประเทศไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกเลยทีเดียว
Continue lendo

ความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำ


ความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำ

คนไทยเชื่อถือกันว่าหากมีแมวดำข้ามโลงศพ ศพนั้นจะเฮี้ยนนัก หรือแม้แต่มันเดินผ่านหน้าก็ถือว่าจะเป็นลางร้าย 

ความ ผูกพันระหว่างคนกับแมวในลักษณะของความเชื่อมีมาแต่โบราณกาลแล้ว เมื่อราว ๓,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล แมวทุกตัวในสมัยนั้นรวมทั้งแมวดำจะได้รับการยกย่องมาก มีกฎคุ้มครองไม่ให้ผู้ใดทำร้ายหรือฆ่าแมว หากครอบครัวใดมีแมวตาย คนในครอบครัวนั้นจะเศร้าโศกมาก และสำหรับศพของมันไม่ว่าเจ้าของจะยากดีมีจนเพียงใดก็จะแต่งตัวให้แมวอย่าง สวยงาม ใช้ผ้าลินินเนื้อนุ่มห่อศพเอาไว้เหมือนมัมมี่แล้วเก็บในโลงที่ทำจากโลหะมี ค่าเช่น บรอนช์ หรือทำด้วยไม้ซึ่งเป็นของที่หายากมากในอียิปต์ 

เมื่อ ราว ๒,๐๐๐ ปี ก่อนมีข้อเขียนภาษาสันสกฤตพูดถึงบทบาทของแมวในสังคมอินเดีย ส่วนในจีนเมื่อราว ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลมีหลักฐานว่าขงจื๊อเลี้ยงแมวตัวโปรดอยู่ตัวหนึ่ง ประมาณ ค.ศ. ๖๐๐ นักพยากรณ์ชื่อ มูฮะมัด ท่องบทสวดพร้อมกับอุ้มแมวไว้ด้วยและในช่วงเดียวกันนี้ชาวญี่ปุ่นก็เริ่ม เลี้ยงแมวในสถูปเจดีย์เพื่อรักษาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนคนอียิปต์เมื่อเห็นแมวตกจากที่สูง ๆ แล้วไม่เป็นอะไรก็รู้สึกทึ่ง จึงเริ่มเชื่อกันว่าแมวมี ๙ ชีวิต อย่างไรก็ตามในระหว่างหลายศตวรรษนั้น หากแมวเดินผ่านหน้าใครก็ถือเป็นเรื่องโชคดีของคนนั้น 

ความหวาดกลัวแมวโดยเฉพาะแมวดำเริ่มขึ้นที่ยุโรปในยุคกลาง ที่เห็นชัดเจนก็ในอังกฤษ 
ความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำ
ความเชื่อเกี่ยวกับแมวดำ

แมว มีนิสัยรักอิสระ ดื้อ ชอบขโมย และยังสามารถเพิ่มจำนวนพลเมืองแมวได้อย่างรวดเร็วตามเมืองใหญ่ ๆ ดังนั้นความงามสง่าของมันจึงดูลดน้อยลงในสายตาของผู้คน แมวที่พบเห็นอยู่ตามตรอกมักเลี้ยงกันในหมู่คนยากจนและหญิงชราที่ถูกทอดทิ้ง ต่อมาเมื่อความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เวทมนตร์ระบาดไปทั่วยุโรปหญิงชราไร้บ้าน เหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเล่นไสยศาสตร์ และแมว (โดยเฉพาะแมวดำ) เพื่อนยากของพวกเธอก็ถูกมองว่าเป็นพวกแม่มดหมอผีไปด้วย 

ที่ ประเทศอังกฤษมีนิทานพื้นเมืองเกี่ยวกับแมวเรื่องหนึ่งสะท้อนความคิดของคนใน สมัยนั้นได้ดี เรื่องมีอยู่ว่าที่เมืองลินคอล์นไชร์ เมื่อทศวรรษ ๑๕๖๐-๑๕๖๙ ในคืนเดือนมืดคืนหนึ่งสองพ่อลูกเห็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กเดินย่องผ่านหน้า พวกเขา ลอดเข้าไปในช่องเตี้ย ๆ ด้วยความกลัวจึงขว้างก้อนหินออกไป ก็ปรากฏว่ามีแมวดำบาดเจ็บโผล่ออกมา แล้วเดินกะเผลกไปบ้านข้าง ๆ ซึ่งเป็นบ้านของผู้หญิงที่คนทั้งเมืองสงสัยว่าเป็นแม่มด วันต่อมาพ่อลูกคู่นี้ก็พบหญิงคนนี้เดินอยู่ ใบหน้าของเธอมีแผลเป็นรอยถลอก และมีผ้าพันแขนเอาไว้ เวลาเดินขาก็กะเผลก ๆ จากวันนั้นเป็นต้นมาชาวเมืองลินคอล์นไชร์จึงพากันระแวงว่าแมวดำคือแม่มดที่ แปลงตัวมาในยามค่ำคืน 

ปลาย สมัยกลางมีหลายประเทศที่พยายามจะทำลายแมวให้สูญพันธุ์ เพราะโรคกลัวแม่มดระบาดไปทั่ว หญิงที่ไม่มีความผิดและสัตว์เลี้ยงน่าเอ็นดูที่ไม่มีพิษภัยถูกเผาตายเป็น จำนวนมาก แม้เด็กทารกที่เกิดมาแล้วมีดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าเจ้าเล่ห์เกินไปมีบุคลิกแก่แดดเกินไป ก็จะถูกสังเวยความกลัวนี้ เพราะเชื่อว่าแกมีวิญญาณสิงอยู่และจะเติบโตเป็นแม่มดหรือพ่อมดซึ่งกลายร่าง เป็นแมวดำใน ตอนกลางคืน ที่ฝรั่งเศส แต่ละเดือนแมวหลายพันตัวถูกเผา จนทศวรรษ ๑๖๓๐-๑๖๓๙ พระเจ้าหลุยส์ที่ ๘ จึงทรงสั่งให้หยุดการกระทำอันน่าอดสูนี้ 

แม้ แมวดำจะถูกฆ่าทิ้งไปเป็นจำนวนมากทั่วทั้งยุโรปเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่น่าแปลกที่พันธุกรรมของขนแมวสีดำกลับไม่เคยถูกลบเลือนไปจากเผ่าพันธุ์ของ มัน... หรือแมวจะมี ๙ ชีวิตจริง ๆ
Continue lendo

แมวโคราช

แมวโคราช


แมวโคราช
แมวโคราช


แมวไทยโคราชหรือแมวสีสวาด มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่อำเภอพิมาย นครราชสีมา โบราณเรียกว่า แมวสีดอกเลาหรือแมวมาเลศ เพราะมีสีคล้ายสีดอกเลา หัวจะออกเป็นรูปหัวใจ หน้าผากใหญ่และแบน มีคางและกรามที่แข็งแรง หูตั้ง หูใหญ่ เด่นอยู่บนหัว เป็นแมวที่แสดงออกถึงความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เป็นแมวขนาดกลาง ขนสั้น สีสวาด นัยน์ตาสีเขียวสดใสเป็นประกาย ขณะที่ยังเป็นลูกแมวอยู่ตาจะเป็นสีฟ้า เมื่อโตจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด และเมื่อโตเต็มที่ตาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองอำพัน

ถือว่าเป็นแมวแห่ง โชคลาภ ใช้ประกอบพิธีในการแห่นางแมวขอฝนเชื่อกันว่าสีขนคล้ายสีของเมฆอันเป็นที่มา ของฝน อันสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวไรชาวนา ตาที่เป็นสีเขียวหรือสีเหลืองอำพันนั้น เปรียบเสมือนความเขียวขจีของกล้าข้าวในนา

ในอเมริกานินมและรู้จักแมวสีสวาดของไทยเป็นอย่างดี ด้วยเมื่อครั้ง นางยีน จอห์นสัน ติดตามสามีเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ได้นำแมวโคราชกลับไปอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2502 จากนั้นก็นิยมเลี้ยงกันมากไม่แพ้แมววิเชียรมาศ ขนาดมีการจัดตั้งสมาคมผู้นิยมเลี้ยงแมวไทยพันธุ์โคราชขึ้นในอเมริกาอีกด้วย
Continue lendo

พฤติกรรมของแมว

พฤติกรรมของแมว


การแสดงออกของแมวนั้น เกิดได้จาก สัญชาตญาณ การเรียนรู้ อารมณ์ หากคุณมีความสนใจกับสิ่งต่างๆเหล้านี้ ก็จะทำให้คุณเข้าอกเข้าใจในนิสัยใจคอของแมวที่คุณรักได้มากยิ่งขึ้น อันจะเกิดประโยชน์ต่อการอยู่อาศัยร่วมกัน

สัญชาตญาณความเป็นเจ้าถิ่นของแมว

โดยปกติเรามักจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า แมวคือสัตว์ที่สามารถจดจำในตัวเจ้าของได้ สามารถจดจำสถานที่อยู่อาศัยของตัวเองได้ดี และมีความหวงถิ่นที่อยู่อาศัยของตัวเองมาก โดยสามารถสังเกตได้ดังนี้  แมวจะขับสารชนิดพิเศษปนมายังปัสสาวะ และทำการถ่ายปัสสาวะไปตามที่ต่างๆ เช่น กำแพง พุ่มไม้ รั้วบ้าน ผนังต่างๆ ซึ่งจะเป็นการถ่ายปัสสาวะออกมาเพียงเล็กน้อย แต่สารชนิดพิเศษนี้จะทนทานนานนับสัปดาห์
ในบางครั้งแมวบางตัวอาจจะทำเครื่องหมายที่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของถิ่น โดยการฝนเล็บของตัวเองไปตามที่ต่างๆในบริเวณบ้าน เช่น โต๊ะหรือต้นไม้ และใต้อุ้งเท้าของแมวยังสามารถผลิตเหงื่อเจือปนลงไปในรอยข่วน ซึ่งเมื่อแมว ตัวอื่นผ่านมาจะรับรู้ได้ทันทีว่าบริเวณนี้มีแมวตัวอื่นเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
นอกจากนี้แมวยังมีต่อมสร้างกลิ่นอยู่ที่ หัว คาง และโคนหาง เพื่อใช้ในการกระจายกลิ่น

ภาษาของแมว

การสื่อสารของแมวนั้น แมวจะสามารถสื่อสารกันได้ในหลายรูปแบบ ใช้การใช้เสียง ใช้กลิ่น การแสดงออกทางท่าทาง การใช้กลิ่นในการสื่อสารของแมวนั้นสามารถใช้ได้ จากกลิ่นของปัสสาวะ กลิ่นเหงื่อ กลิ่นจากบริเวณแก้ม คาง โคนหาง และกลิ่นนี้่เองจะเป็นการบ่งบอกว่าแมวตัวไหนคือตัวไหน ซึ่งเราอาจจะเคยพบเห็น แมว2ตัวเจอกันแล้วเอาหน้าชนกันพร้อมกับสูดดมซึ่งกันและกัน นั้นคือการทักทายกันของแมว อีกนึงพฤติกรรมของแมวที่สามารถพบเห็นได้บ่อย คือ การหาวของแมวเมื่อแมวหาวนั้นหมายความแมวของคุณกำลังรู้สึกสบาย ส่วนการส่งเสียงร้องจะเป็นการแสดงออกของแมวว่ากำลังรู้สึกไม่สบายใจ หรือไม่มีความสุข หากแมวร้องหง่าวๆออกนั้นหมายความว่าแมวของคุณกำลังเรียกหาคู่

พฤติกรรมของแมว

ท่าทางของแมว

การแสดงออกท่าทางของแมวนั้นเป็นการแสดงออกให้รับรู้ซึ่งกันและกัน สามารถแสดงออกได้หลายอย่างเช่น การแสดงออกจากทางใบหน้า ลำตัว หู และหาง

หูแมว หูจะเป็นจุดที่ไวต่อความรู้สึกมาก เมื่อหูของแมวยื่นไปข้างหน้าจะเป็นการเตือนของแมวว่ากำลังจะทำการจู่โจม ศัตรูของมัน หากหูของแมวมีลักษณะโค้งกลับต่ำลงข้างๆ เป็นการแสดงออกถึงการปกป้องตนเอง และพร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ

หนวด สามารถสังเกตได้จากการกระจายของหนวดแมว หากแมวแผ่หนวดของมันออกมาแสดงว่า แมวกำลังอยู่ในความเครียด หรือกำลังสนอกสนใจกับสิ่งใดสิ่งนึงอยู่ หากหนวดของแมวตั้งขึ้น แสดงว่าแมวกำลังอาย และหากหนวดกางออกมาแบบพอดีแสดงว่าแมวกำลังอยู่ลักษณะสบายๆ มีความพึงพอใจอยู่มาก

Continue lendo
 

เลี้ยงแมว Copyright © 2012 |Design by I Love Cat.